เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยฯ ระดับเทคนิคทำงานอะไร ทำไมต้องอบรม จป เทคนิค

          บทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในการทำงานนั้นแต่ละระดับนั้นมีความแตกต่างกันออกไป แต่เจ้าหน้าที่ระดับเทคนิคต้องทำงานอะไร? กิจการอะไรบ้างที่ต้องมีเจ้าหน้าที่ระดับนี้? แล้วถ้าไม่อบรม จป เทคนิคได้หรือไม่ มาหาคำตอบกันได้ที่นี่เลย

หลักสูตรอบรม จป เทคนิค

          จป หรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานนั้นมีทั้งหมด 5 ระดับ ได้แก่ ระดับบริหาร ระดับหัวหน้างาน ระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูงและระดับวิชาชีพ แต่ละระดับจะมีหน้าที่และขอบเขตการทำงานแตกต่างกัน ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงจป ระดับเทคนิคเป็นหลัก โดยทั่วไปแล้ว จป เทคนิคจะมีหน้าที่หลักคือตรวจสอบและเสนอแนะแนวทางให้นายจ้างหรือสถานประกอบกิจการดำเนินการภายใต้ความปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนด วิเคราะห์อันตรายจากการทำงานเพื่อหามาตรการรองรับและนำเสนอแผนต่อนายจ้าง ตรวจหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ/การเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจากการทำงานและเสนอแนวทางแก้ไขให้นายจ้าง โดยรวมแล้วคือมีหน้าที่คอยตรวจสอบอันตรายและหาวิธีรับมือเพื่อแก้ไขหรือป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายจากการทำงานนั่นเอง 

          กิจการที่ต้องมีจป เทคนิคได้แก่โรงงาน คลังสินค้า ก่อสร้าง ซ่อมบำรุง ขนส่งคน/สินค้าและสถานีบริการน้ำมันที่มีจำนวนลูกจ้าง 20-49 คน สำหรับกิจการประเภท 3-14 ไม่จำเป็นต้องมีจป เทคนิค ทั้งนี้หากกิจการที่ทำเข้าข่ายต้องมีจป เทคนิค แต่นายจ้างสงสัยว่าถ้าไม่แต่งตั้งจป เทคนิคจะมีความผิดหรือไม่นั้น ต้องบอกว่าผิดกฎหมายพรบ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 มาตรา 56 ซึ่งหากนายจ้างไม่ปฏิบัติตาม จะมีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของนายจ้างที่ต้องสรรหาบุคลากรที่จะมอบหน้าที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยฯ โดยเมื่อคัดเลือกได้แล้วก็ต้องส่งบุคคลเหล่านั้นไปอบรม จป เทคนิคด้วยหลักสูตรและระยะอบรมตามกฎหมายกำหนด

อบรม จป เทคนิค ค่าใช้จ่าย

           ค่าใช้จ่ายของหลักสูตรอบรม จป เทคนิคของแต่ละหน่วยงานนั้นมีราคาไม่เท่ากัน แต่โดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ 2,500-3,250 บาท แต่อาจจะมากน้อยกว่านี้ได้ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นแต่ละช่วงเวลา อย่างไรก็ตามอย่าพิจารณาแค่ราคาเป็นสิ่งสำคัญ แต่ต้องดูด้วยว่าหน่วยงานที่จะอบรมนั้นได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการแล้วจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

           เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยฯ ทุกระดับชั้นมีความจำเป็นทั้งหมด เเพราะเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่จะช่วยให้นายจ้างและสถานประกอบการสามารถดำเนินการไปได้อย่างปลอดภัยและอยู่ภายใต้มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทุกฝ่ายทั้งนายจ้าง ลูกจ้างและตัวธุรกิจเอง ในส่วนของจป เทคนิค หากกิจการไหนเข้าข่ายต้องมี นายจ้างก็อย่าลืมสรรหาบุคลากรอย่างเหมาะสมและจัดให้มีการอบรม จป เทคนิคด้วย ทั้งนี้ต้องเลือกอบรมกับหน่วยงานที่ขออนุญาตจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงอย่างถูกต้องแล้วเท่านั้น

รายการสำคัญในการตรวจสอบระบบดับเพลิง

ในการตรวจสอบระบบดับเพลิงทุกครั้ง นอกจากตรวจเช็คการทำงานของระบบแล้ว ยังต้องทำการตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอีกด้วย โดยมีรายการสำคัญในการตรวจ ดังนี้

  • ตรวจห้องเครื่องสูบน้ำดับเพลิง
  • ตรวจสอบตู้ควบคุมเครื่องสูบน้ำดับเพลิง
  • ตรวจสอบอุปกรณ์ต้นกำลังและชุดขับเคลื่อนระบบดับเพลิง
  • ปั๊มรักษาความดันระบบดับเพลิง
  • ระบบท่อ วาล์ว และมาตรวัดผล
  • หัวรับน้ำดับเพลิง และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
  • ตรวจและทดสอบสายฉีดน้ำดับเพลิง
  • ตรวจสอบอุณภูมิและความร้อนในระบบ

องค์กรใดที่ควรตรวจสอบระบบดับเพลิง

อาคารและสถานประกอบการ 2 ชั้นขึ้นไป

ตามมาตรการของกฎกระทรวง ปี พ.ศ. 2555 ได้ระบุไว้ว่า อาคาร สำนักงาน บ้านเรือน ร้านค้าหรือสถานประกอบกิจการต่างๆ ในสถานที่มีความเสี่ยงและมี 2 ชั้นขึ้นไป ควรมีการระบบสัญญาณแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้ อย่างน้อย 1 เครื่อง และระบบดับเพลิงในอาคาร โดยจะต้องมีการติดตั้งถังดับเพลิง 1 เครื่อง ขนาดไม่น้อยกว่า 4 กิโลกรัม ต่อ 1 ตารางเมตร (ควรมีมากกว่า 1 เครื่องในแต่ละชั้น) และต้องทำการตรวจสอบระบบดับเพลิงอยู่เสมอ

อาคารสูงเกิน 23 เมตร

คอนโดมิเนียม สำนักงาน และอาคารที่มีความสูงเกิน 23 เมตร และมีพื้นที่เกิน 10,000 ตารางเมตร กฎหมายได้กำหนดเอาไว้ว่า ต้องมีการติดตั้งระบบสัญญาณแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้และระบบดับเพลิงในอาคารในทุกๆ ชั้น โดยควรมีถังดับเพลิง 1 เครื่อง ขนาดไม่น้อยกว่า 4 กิโลกรัม ต่อ 1 ตารางเมตร และต้องมีการตรวจสอบระบบดับเพลิงให้มีความพร้อมต่อการใช้งานตลอดเวลา

โรงงานอุตสาหกรรม

ตามกฎหมายและกรมธรรม์การประกันภัยอัคคีภัย และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องการป้องกันและระงับอัคคีภัยในโรงงาน พ.ศ. 2552 ได้กำหนดให้ทุกโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องมีการตรวจสอบระบบดับเพลิงและระบบแจ้งเตือนเพลิงไหม้ให้มีความพร้อมอยู่ตลอดเวลา และทุกๆ ปีจะต้องมีการจัดอบรมดับเพลิงให้กับพนักงาน รวมถึงดำเนินการซ้อมดับเพลิงและซ้อมแผนการอพยพเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้

ระบบดับเพลิงมีกี่ประเภท

ระบบดับเพลิงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

ระบบแมนนวล (Manual Operate)

 คือระบบที่จะต้องใช้คนในการดำเนินการ ระบบจึงสามารถทำงานได้ เช่น ถังดับเพลิง สายฉีดน้ำดับเพลิงที่ติดตั้งอยู่ในตู้ดับเพลิง เป็นต้น

ระบบอัตโนมัติ (Automatic Operate)

คือระบบที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับเหตุเพลิงไหม้โดยอาศัยกลไลการทำงานของอุปกรณ์ และมีวัสดุดับเพลิงที่หลากหลาย เช่น ระบบหมอกน้ำ, ระบบแก๊ส, ระบบโฟมดับเพลิง และระบบสปริงเกอร์ เป็นต้น

ควรตรวจสอบระบบดับเพลิงเมื่อใดบ้าง

ตามมาตรฐานของสภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย การตรวจสอบระบบดับเพลิงมีรายการและระยะเวลากำหนดไว้ดังนี้ 

1. เครื่องสูบน้ำดับเพลิง

  • ขับด้วยเครื่องยนต์ ทดสอบการเดินเครื่องทุกสัปดาห์
  • ขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ทดสอบการเดินเครื่องทุกเดือน
  • เครื่องสูบน้ำ ทดสอบปริมาณการสูบน้ำและความดันทุกปี

2. หัวรับน้ำดับเพลิง ตรวจสอบสภาพทุกเดือน

3. หัวดับเพลิงนอกอาคาร ต้องทำการตรวจสอบสภาพทุกเดือน บำรุงรักษาทุกครึ่งปี ทดสอบเปิด-ปิดทุกปี

4. ถังน้ำดับเพลิง

  • ระดับน้ำ ควรตรวจสอบทุกเดือน
  • สภาพถังน้ำ ตรวจสอบปีละ 2 ครั้ง

5. สายฉีดน้ำดับเพลิงและตู้เก็บสายฉีด (อุปกรณ์อื่นๆ ภายในตู้) ตรวจสอบเดือนละครั้ง

6. ระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิง

  • Main drain ทดสอบการไหลทุกๆ 3 เดือน
  • มาตรวัดความดัน ทดสอบค่าความดันทุก 5 ปี
  • หัวกระจายน้ำดับเพลิง ทดสอบ ทุก 50 ปี
  • สัญญาณวาล์ว ทดสอบการทำงานทุกๆ 3 เดือน
  • สวิตช์ตรวจการไหลของน้ำ ทอสอบ 3 เดือนครั้ง
  • ล้างท่อทุก 5 ปี
  • วาล์วควบคุม ตรวจสอบชีลวาล์วทุกสับดาห์ ตรวจสอบอุปกรณ์ล็อกวาล์วและสวิทซ์สัญญาณปิด-เปิดวาล์วทุกเดือน