อบรมดับเพลิง

ความสำคัญของอบรมดับเพลิง

‘อัคคีภัย’ หรือเพลิงไหม้ ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา และไม่ว่าเหตุจะเกิดขึ้นตามบ้านเรือน อาคารสำนักงาน โรงงาน ฯลฯ ต่างก็ส่งผลให้เกิดความเสียหายกับทรัพย์สิน หรือในกรณีที่ร้ายแรงกว่านั้น คือนำมาซึ่งความสูญเสียแก่ชีวิต ดังนั้นแล้ว คงจะเป็นการดีกว่า หากเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว เรารู้วิธีการรับมือที่เหมาะสม เพื่อบรรเทาความร้ายแรงหรือความรุนแรงของอุบัติเหตุได้ ซึ่งในที่นี้ก็คือวิธีการดับเพลิงที่ถูกต้องและปลอดภัยนั่นเอง

สำหรับสถานประกอบกิจการ กฎหมายได้กำหนดให้ต้องจัดอบรมดับเพลิงแก่พนักงาน โดยจำนวนผู้เข้าอบรมต้องไม่น้อยกว่า 40% ของจำนวนพนักงานที่ปฏิบัติงานภายในหน่วยงาน และจะต้องทำการจัดอบรมให้ได้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

โดยในการอบรมดับเพลิงนั้น นอกจากจะให้ความรู้ความเข้าใจในวิธีการควบคุมและการดับเพลิงขั้นต้นอย่างถูกขั้นตอนและถูกวิธี เพื่อที่จะสามารถรับมือกับเพลิงไหม้จากเหตุต่างๆ แล้ว ยังอบรมวิธีการใช้อุปกรณ์ดับเพลิงเบื้องต้นให้กับผู้เข้าอบรมด้วย เพราะการใช้อุปกรณ์ผิดวิธีสามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้น จึงควรจัดให้มีการอบรมดับเพลิงในองค์กร

รายการสำคัญในการอบรมดับเพลิง

หลักสูตรของการอบรมดับเพลิงประกอบไปด้วย ภาคทฤษฎีที่มุ่งเน้นให้ผู้เข้าอบรมได้เข้าใจถึงสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ และภาคปฏิบัติที่จะช่วยให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้วิธีการดับเพลิงด้วยอุปกรณ์ต่างๆ อย่างถูกวิธีและปลอดภัย โดยเนื้อหาของหลักสูตรที่ผู้เข้าอบรมควรรู้มีหลักๆ ดังนี้

1. เรียนรู้สาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้

ในหัวข้อนี้จะช่วยให้ผู้เข้าอบรมสามารถแยกแยะชนิดของเชื้อเพลิงได้ โดยจะสอนให้รู้ถึงพื้นฐานสาเหตุในการลุกติดไฟ เพราะไฟแต่ละประเภทมีลักษณะที่แตกต่างกัน ซึ่งจะนำไปสู่การพิจารณาเลือกใช้ถังดับเพลิงหรืออุปกรณ์ดับเพลิงได้อย่างถูกต้อง และเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อตัวผู้ดับเพลิงตามหลักสากลด้วย

ประเภทของเพลิงไหม้ 5 ประเภทได้แก่

  • เพลิงไหม้ประเภท A (Ordinary Combustibles) คือ เพลิงที่เกิดจากการลุกติดไฟจากวัสดุทั่วๆ ไป เช่น กระดาษ เศษไม้ ยางรถ พลาสติก เป็นต้น
  • เพลิงไหม้ประเภท B (Flammable Liquids) คือ เพลิงที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่เป็นของเหลวติดไฟ เช่น น้ำมัน สารเคมีไวไฟ เป็นต้น
  • เพลิงไหม้ประเภท C ( Electrical Equipment) คือ เพลิงที่เกิดจากอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีกระแสไฟไหลอยู่ขณะเกิดไฟไหม้อุปกรณ์ไฟฟ้า
  • เพลิงไหม้ประเภท D (Combustible Metals) คือ เพลิงที่เกิดจากการลุกติดไฟของโลหะชนิดต่างๆ เช่น ล้อแม็กรถยนต์
  • เพลิงไหม้ประเภท K (Combustible Cooking) คือ เพลิงที่เกิดจากซากพืชซากสัตว์ น้ำมันพืชที่ใช้ประกอบอาหาร

2. ประเมินสถานการณ์เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้

ขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้การมี ‘สติ’ ไม่ตื่นตระหนกกับสถานการณ์คือสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อมีสติแล้วก็จะสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบและรับมือได้ทันท่วงที สามารถดำเนินตามขั้นตอนการดับเพลิงได้ถูกวิธี เลือกใช้วิธีที่เหมาะสม และเลือกอุปกรณ์ที่ถูกต้อง สามารถติดต่อประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าระงับเหตุเพลิงไหม้ได้รวดเร็ว รวมถึงสามารถอพยพตนเองและผู้อื่นออกจากจุดเกิดเหตุได้อย่างปลอดภัย

3. ฝึกฝนการดับเพลิงและใช้อุปกรณ์ดับเพลิงขั้นพื้นฐาน

การอบรมในภาคปฏิบัตินอกเหนือจากการซ้อมหนีไฟแล้ว สิ่งที่ต้องให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กันนั่นก็คือการฝึกดับเพลิงด้วยการใช้อุปกรณ์ดับเพลิงอย่างถูกวิธี ทั้งนี้ การเลือกใช้อุปกรณ์ใดๆ จะต้องพิจารณาจากประเภทของเพลิงไหม้ รวมถึงระดับความรุนแรงของสถานการณ์ โดยอุปกรณ์ดับเพลิงหลักๆ ที่ควรเรียนรู้มี ดังนี้

  • ถังดับเพลิง ควรเลือกใช้ได้อย่างถูกต้องตามประเภทของเพลิงไหม้ จะทำให้การดับเพลิงมีประสิทธิภาพและผู้ดับเพลิงมีความปลอดภัย โดยฝึกดับเพลิงที่เกิดจากเชื้อเพลิงธรรมดาและแก๊ส ที่สำคัญ ควรจดจำตำแหน่งที่ติดตั้งของถังดับเพลิงในอาคาร ว่ามีที่ไหนบ้าง จำนวนเท่าไร
  • สายส่งน้ำดับเพลิง ซึ่งอยู่ในตู้ดับเพลิงที่ทางอาคารจัดเตรียมไว้ ผู้อบรมจะต้องรู้วิธีการใช้งาน พร้อมกับเรียนรู้การใช้สัญญาณมือเพื่อเปิด-ปิดวาล์วน้ำ เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่จะต้องใช้กำลังคนหลายคน

องค์กรใดที่ควรอบรมดับเพลิง

อาจกล่าวได้ว่าการอบรมดับเพลิงมีความสำคัญกับทุกๆ องค์กรและหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานประกอบกิจการประเภทโรงงานนั้น จำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังและรับงับเหตุเพลิงไหม้ เนื่องจากว่าในพื้นที่มีปัจจัยหลายอย่างที่เอื้อต่อการเกิดเพลิงไหม้ ไม่ว่าจะเป็น วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ-เครื่องจักรต่างๆ ที่สามารถเป็นเชื้อเพลิงได้ รวมไปถึงการปฏิบัติงานที่ก่อให้ประกายไฟ หรือแม้แต่การปฏิบัติงานกับสารเคมีอันตรายที่มีคุณสมบัติไวไฟ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่ไม่สามารถประเมินค่าได้